เที่ยวชมเมืองสุโขทัย – ย้อนอดีตความเป็นมาของเมืองที่เคยเฟื่องฟูมาก่อน

ใครที่ประทับใจกับประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องรักเมืองสุโขทัยแน่ๆ เป็นเมืองที่เคยเฟื่องฟูในอดีตของประเทศไทยและก็มีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ครองเมืองนี้ก็คือ พ่อขุนรามคำแห่งมหาราช (1239-1298)

ในช่วงสมัยกรุงสุโขทัย ตัวอักษรภาษาไทยได้ถูกสร้างขึ้นเป็นภาษาประจำชาติและเป็นภาษาทางด้านวัฒนธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และศาสนาพุทธนิกายเถรวาทก็ได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติ นี่ถือเป็นยุคเฟื่องฟูเมื่อย้อนอดีตในปี 1292 ที่ได้มีการจารึกเอาไว้ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ตอนนี้ซากปรักหักพังและวัดก็ได้เป็นมรดกโลกที่รับรองโดยยูเนสโก้ แต่ก็ยังมีผู้คนส่วนใหญ่ยังให้ความเคารพสักการะและได้จัดงานเทศกาลลอยกระทง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมืองนี้ยังอยู่ในใจคนไทยเสมอมา แต่นักท่องเที่ยวก็ต้องทำการสำรวจแล้วก็พบว่า ไม่ค่อยน่าดึงดูดอะไรมาก ซึ่งจริงๆแล้วเมืองสุโขทัยในอดีตเป็นเมืองที่วิเศษ และประชาชนอยู่กันอย่างผาสุก

“ก็ไม่เห็นน่าสนใจเลยนี่?” เราอาจจะพูดออกมาแบบนั้น แล้วประสบการณ์จากนักท่องเที่ยวที่ได้รับมันคุ้มค่าแค่ไหนล่ะ? เบื้องต้นประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัยเป็นอุทยานที่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยในการปั่นจักรยาน มีที่นั่งตามชุมชน ไม่มีภูเขาในอุทยานและทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวได้ง่ายในการชมอนุสรณ์ต่างๆ มีต้นไม้บังแดดและมีที่ร้านขายเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น จึงทำให้เราสามารถเดินชมรอบๆบริเวณนี้ได้

พระพุทธรูปนี้ที่ได้รับความนิยมในวัดมหาธาตุ เพราะเป็นพระพุทธรูปในช่วงยุคเฟื่องฟู

แต่ก่อนที่เราจะขับรถจักรยาน เราจะต้องชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหงก่อน (ช่วงเวลา 09.30-16.00) โดยจะต้องเข้าไปประตูกำแพงหัก ที่นี้เราจะพบกับการอธิบายเมืองคร่าวๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยและจะได้เห็นวัตถุโบราณที่ถูกสะสมไว้โดยนักโบราณคดีมาเป็นเวลาหลายปี

เมื่อเราต้องการจักรยาน ก็จะมีร้านให้เช่ารถจักรยานอยู่ใกล้ๆอุทยานตรงทางเข้า จะต้องดูคำเตือนก่อนว่า รถจักรยานส่วนใหญ่สามารถเข้าไปได้วันไหนในการเยี่ยมสถานพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จะต้องเช็คแต่ละวันให้ดีๆ เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมมากเกินไป เพียงแค่ 30-40 ในแต่ละวันจนถึงรอบ 19.00 หากเราพกกล้องถ่ายรูปและกระเป๋ามาด้วย ก็ต้องสอบถามเจ้าของร้านค้าที่คอยดูแลค่าของของเราให้มีความปลอดภัย การที่ขี่ไปตามถนนที่เป็นเส้นทางขนส่งและเส้นทางที่สัญจรไปมานั้น เราอาจจะไม่สวมหมวกกันน็อคก็ได้ แต่เราจะต้องตั้งสวมหมวกกันแดดและแว่นกันแดดเอาไว้อยู่เสมอ

เมื่อเรามีความชำนาญในการขี่จักรยานและเริ่มรู้สึกประหม่าที่ได้เข้ามาในพื้นที่ทางเข้าของอุทยาน เราจะต้องหาตั๋วเข้าชมก่อน แต่โชคไม่ดีเราไม่สามารถใช้ตั๋วใบเดียวในการรับชมอุทยานได้ทั้งบริเวณ (100 บาทสำหรับรถป็อป และ 10 บาท สำหรับรถจักรยาน) จะมีที่จำหน่ายตั๋วทางเข้าให้เรา ดังนั้นเราจะต้องจำไว้เมื่อเรามาถึงแล้ว

หากเราใช้เวลาเยี่ยมชมสั้นๆ หรือเยี่ยมชมสถานศิลปะต่างๆในประเทศไทย (หากมีโอกาส) ก็ต้องไปชมกำแพงเมืองต่างๆ ที่มีสิ่งที่น่าสนใจก็คือวัดในสมัยกรุงสุโขทัยที่มีชื่อว่า วัดมหาธาตุ ก็มีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสี่ยงในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นจำนวนมาก เป็นพระพุทธรูปที่เป็นท่านั่ง

มีสถานที่ต่างๆให้เราได้ถ่ายรูปอีกมาก แต่จำไว้ว่าวัตถุเหล่านี้เป็นที่เคารพสักการะของศาสนาพุทธ ดังนั้นจะต้องเข้าใจและให้ความเคารพต่อพระพุทธรูปที่มีอยู่ทุกๆที่ในวัด สถานที่อื่นๆในวัดมหาธาตุก็คือ เจดีย์ขนาดใหญ่ แต่ยังมีเจดีย์อื่นๆอีกมากกว่า 200 แห่งที่ทำขึ้นอย่างสวยสดงดงามมาก

มีวัดที่ตั้งอยู่บริเวณก็เคียงกัน ซึ่งเป็นวัดขนาดเล็กแต่ก็เป็นวัดที่น่าสนใจก็คือ วัดศรีสวัสดิ์  ซึ่งดูเหมือนเป็นวัดที่คล้ายๆกับที่เคยไปเยี่ยมชมในประเทศอินเดีย สำหรับวัดแห่งนี้จะมีสถูปตั้งอยู่ 3 แห่งตามหลักสถาปัตยกรรมทางศาสนาฮินดู จริงๆแล้วกคิดว่าเป็นแท่นสำหรับศาสนาฮินดูหรือให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมที่ตั้งของพระวิษณุ ซึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างวัดวาอารามที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่นรูปพญานาค

ตอนเหนือของวัดมหาธาตุจะมีอยู่จุดหนึ่งที่เรียกว่า วัดสระศรี ให้เราขี่จักรยานออกจากจุดขาเข้าและก็มุ่งหน้าไปที่สะพาน  แล้วสังเกตดูว่ามันจะมีจุดเด่นก็คือระฆังแบบศรีลังกา ที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของชาวพุทธในประเทศศรีลังกาในเมืองสุโขทัย วัดสระศรีนี้เป็นสถานที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีการจัดเวทีโชว์การแสดงงานแสง สีเสียง (เมืองสุโขทัยปีนี้จะมีการจัดเวทีการแสดงเล็กๆและแสง สี เสียงในช่วงเดือนกุมพาพันธ์กับเดือนพฤศจิกายน) และคุ้มค่าต่อการเดินทางครั้งนี้ เราสามารถดูโชว์การแสดงและดูประวัติความเป็นมาของเมืองนี้ด้วย

วัดสระศรีมีพระพุทธรูปตั้งโชว์เพื่อเผยให้เห็นถึงงานปั้น

สถูปหัวข้าวโพดในวัดศรีสวัสดิ์ที่เชื่อมโยงกับวัดในศาสนาฮินดูสมัยกรุงสุโขทัย

เบื้องหลังของวัดสระศรีนั้นเป็นสถานที่ที่มีรูปปั้นของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นรูปปั้นที่กำลังอบรมและมีหน้าตาลักษณะเดียวกับพระพุทธรูป แม้ว่าจะเหมือนกับรูปปั้นทั่วๆไป แต่ก็เป็นรูปปั้นที่คุ้มค่าต่อการเยี่ยมชม อย่างไรก็ตาม หากปราศจากอิทธิพลของพระมหากษัตริย์องค์นี้ ชื่อของเมืองสุโขทัยก็จะเป็นเมืองที่ถูกลืม เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ธรรมดาเท่านั้น

หากเรามีเวลามากพอ เราก็จะพบสิ่งที่น่าสนใจในการรับชมเมืองสุโขทัยอีกมากตามกำแพงเมืองต่างๆ เด็กๆจะต้องหลงรักวัดจำลองที่มีช้างจำนวนมากตั้งโชว์อยู่ที่ประตูตะวันออก แต่ยังมีวัตถุโบราณมากมายที่อยู่ฝั่งตะวันตก ให้เราเดินไปที่ถนนตาก เลี้ยวขาวในเขตโซนตะวันตก และเราก็จะพบกับวัดป่าหลายแห่ง จะเห็นวังและเจดีย์หลายแห่งที่เหมือนกับเมืองใต้น้ำที่ปมคลุมเขียวขจี เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าชมต่างหาก แต่ก็เป็นเรื่องคุ้มค่าต่อการเข้าไปเยี่ยมชม
จะต้องไต่ขึ้นไปยังวัดสะพานหินในโซนตะวันตกของอุทยาน

ที่นี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลักๆก็คือ วัดสะพานหิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงถึง 200 เมตร เราไม่สามารถขับจักรยานขึ้นไปได้เนื่องจากมีหินขุรขระตามทางและจะต้องเดินทางเหนื่อยพอสมควรกว่าจะมาถึงบนยอดนี้ แต่การเข้ามาเยี่ยมชมที่นี้ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามาก มีพระพุทธรูปยืนยาวมากถึง 12 เมตร แล้วก็เป็นสถานที่ที่สันนิษฐานเอาไว้ว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ขี่ช้างเผือกเข้ามาในวัดแห่งนี้ตอนพระจันทร์เต็มดวงเพื่อมาเคารพสักการะที่นี้ ผู้เขียนคิดว่าจะต้องเป็นช้างที่มีขาแข็งแกร่งมากๆแน่ๆ การไต่ขึ้นมาจะต้องใช้แรงกายของเรา เตรียมขวดน้ำในยามฉุกเฉิน โชคดีที่ขากลับมีเส้นทางกลับเข้าไปในเมืองได้สะดวก

นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น ยังมีวัดวาอารามต่างๆมากมายและซากปรักหักพังหลายแห่งในประวัติศาสตร์ของอุทยานแห่งนี้ที่เราจะต้องรับชมในแต่ละวัน และจะให้เขียนบทความนี้จริงๆก็ยาวกว่าที่ได้บรรยายเอาไว้ซะอีก แต่เรื่องค่าเช่ารถจักรยานนั้น จะมีป้ายบอกและเราก็เริ่มต้นตรงจุดนี้ ส่วนใหญ่เราก็จะหลงเสน่ห์ไปกับการเที่ยวชมที่นี้ทั้งวันและก็ปั่นจักรยานสำรวจรอบๆแบบสบายๆ และเมื่อเรารู้สึกว่ามันใกล้จะค่ำแล้ว ก็เอาจักรยานไปคืนและก็ออกจากที่นี้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยตั้งอยู่ประมาณ 439.7 กิโลเมตรจากตอนเหนือของจังหวัดกรุงเทพ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงสำหรับขับรถยนต์ หรือใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาทีสำหรับนั่งเครื่องบิน

Advertisements