1 วันเที่ยวชลบุรีผมเที่ยวที่ไหนได้บ้าง

หากจะกล่าวถึงจังหวัดใดที่น่าเที่ยวแล้ว ผู้เขียนบอกเลยครับว่า จังหวัดชลบุรี คืออีกหนึ่งจังหวัดที่น่าท่องเที่ยวสำหรับคุณ และเป็นจังหวัดที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการมาเที่ยวสักครั้งหนึ่ง หรือหลาย ๆ ครั้ง เพราะความน่าสนใจด้านธรรมชาติทางทะเลที่หลากหลาย อีกทั้งความเจริญของเมือง ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นเสน่ห์ของชลบุรี ด้วยเหตุนี้ผมจึงวางโปรแกรม 1 วันสำหรับชลบุรีไว้ มาดูกันครับว่าเที่ยวชลบุรีใน 1 วันนั้นสามารถไปไหนได้บ้าง

ผมเริ่มขับรถไปที่ริมสุดของโปรแกรม เที่ยวชลบุรี นั่นคือทีอำเภอสัตหีบ อำเภอนี้มีดีหลายอย่างมากๆ โดยเฉพาะที่ชายหาดครับ เป็นเขตทหารเรือ จึงทำให้ผมพบทหารเรือจำนวนมากที่นี่ ผมเข้าสักการะหลวงปู่อี๋ ก่อนที่จะวิ่งรถย้อนกลับมาเพื่อเข้าไปเที่ยวหาดเตยงามออกไปสูดอากาศเล็กน้อย และขับรถออกมา มาหาที่ทานข้าวเที่ยง

จุดทานข้าวเที่ยวของผมคือ ที่ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยา ที่นี่ให้ความรู้สึกของความเป็นตลาดน้ำได้ดี และมีคนมาเที่ยวเยอะมากๆครับ มีอาหารให้เลือกทานมากมาย และราคาไม่แพงด้วย ผมทานจนอิ่มและเดินย่อยอาหารสักเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินทางต่อไป โดยจุดหมายคือการไปถ่ายภาพพัทยาที่เขาพระตำหนัก ครับ

ทางขึ้นเขาพระตำหนักถือว่าชันมาก ๆ แต่พอขึ้นมาและได้จอดรถเพื่อชมวิวแล้ว ต้องบอกว่าวิวในตอนกลางวันของเขาพระตำหนักทำให้ผมได้เห็นเมืองพัทยาที่สวยงาม น้ำทะเลที่ใสสะอาดจนผมประทับใจมากๆ ผมถ่ายรูปที่นี่ค่อนข้างเยอะ เพราะความสวยงามของวิวนั่นเอง

จบจากเขาพระตำหนักผมมุ่งหน้าต่อมาทันทีที่บางแสนครับ เพราะกะว่าจะมาพักผ่อนที่นี่ยาว ๆ หน่อย ต้องยอมรับว่า ที่หาดบางแสนนั้นทำผมไม่ผิดหวังเลย เพราะความยาวของหาด และที่สำคัญสาว ๆ เยอะมากครับ ผมเช่าเตียงผ้าใบและนอนดื่มน้ำชิว ๆ อยู่ที่ชายหาดอย่างยาวนานก่อนที่จะได้เวลาเย็น

อาหารเย็นของผมผมมาหาทานแถว ๆ ตำบลอ่างศิลา ที่นี่มีรูปปั้นหินสวยๆมากมาย และมีอะไรให้เลือกเยอะมาก ๆ โดยเฉพาะร้านอาหารทะเล ผมก็สุ่มๆเข้าไปเลยครับ ซึ่งก็ถือว่าไม่ผิดหวังกับรสชาติของอาหารที่ได้รับประทาน ทั้งอร่อย และทานได้น้ำได้เนื้อมากๆ แต่ราคาก็ตามคุณภาพเลยครับ (แอบแพงเล็กน้อย)

สุดท้ายมืดสนิทผมจึงแวะมาขับรถชมวิวตลอดเส้นถนนริมชายหาดใน เมืองชลบุรี แวะจอดรับลมเล็กน้อยก่อนที่จะขับรถเดินทางกลับกรุงเทพ ถือว่าได้เที่ยวได้ 1 วันในชลบุรีเลยนะครับ แต่ถ้าถามว่าทั่วไหม ตอบเลยว่าไม่! และถ้าคุณต้องการมา เที่ยวชลบุรี แล้ว ผมว่าอาจต้องใช้เวลากันเป็นสี่ห้าวันทีเดียวจึงจะเที่ยวได้หมดครับ

Advertisements

เที่ยวชมเมืองสุโขทัย – ย้อนอดีตความเป็นมาของเมืองที่เคยเฟื่องฟูมาก่อน

ใครที่ประทับใจกับประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องรักเมืองสุโขทัยแน่ๆ เป็นเมืองที่เคยเฟื่องฟูในอดีตของประเทศไทยและก็มีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่ครองเมืองนี้ก็คือ พ่อขุนรามคำแห่งมหาราช (1239-1298)

ในช่วงสมัยกรุงสุโขทัย ตัวอักษรภาษาไทยได้ถูกสร้างขึ้นเป็นภาษาประจำชาติและเป็นภาษาทางด้านวัฒนธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และศาสนาพุทธนิกายเถรวาทก็ได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติ นี่ถือเป็นยุคเฟื่องฟูเมื่อย้อนอดีตในปี 1292 ที่ได้มีการจารึกเอาไว้ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ตอนนี้ซากปรักหักพังและวัดก็ได้เป็นมรดกโลกที่รับรองโดยยูเนสโก้ แต่ก็ยังมีผู้คนส่วนใหญ่ยังให้ความเคารพสักการะและได้จัดงานเทศกาลลอยกระทง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมืองนี้ยังอยู่ในใจคนไทยเสมอมา แต่นักท่องเที่ยวก็ต้องทำการสำรวจแล้วก็พบว่า ไม่ค่อยน่าดึงดูดอะไรมาก ซึ่งจริงๆแล้วเมืองสุโขทัยในอดีตเป็นเมืองที่วิเศษ และประชาชนอยู่กันอย่างผาสุก

“ก็ไม่เห็นน่าสนใจเลยนี่?” เราอาจจะพูดออกมาแบบนั้น แล้วประสบการณ์จากนักท่องเที่ยวที่ได้รับมันคุ้มค่าแค่ไหนล่ะ? เบื้องต้นประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัยเป็นอุทยานที่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยในการปั่นจักรยาน มีที่นั่งตามชุมชน ไม่มีภูเขาในอุทยานและทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวได้ง่ายในการชมอนุสรณ์ต่างๆ มีต้นไม้บังแดดและมีที่ร้านขายเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น จึงทำให้เราสามารถเดินชมรอบๆบริเวณนี้ได้

พระพุทธรูปนี้ที่ได้รับความนิยมในวัดมหาธาตุ เพราะเป็นพระพุทธรูปในช่วงยุคเฟื่องฟู

แต่ก่อนที่เราจะขับรถจักรยาน เราจะต้องชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหงก่อน (ช่วงเวลา 09.30-16.00) โดยจะต้องเข้าไปประตูกำแพงหัก ที่นี้เราจะพบกับการอธิบายเมืองคร่าวๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยและจะได้เห็นวัตถุโบราณที่ถูกสะสมไว้โดยนักโบราณคดีมาเป็นเวลาหลายปี

เมื่อเราต้องการจักรยาน ก็จะมีร้านให้เช่ารถจักรยานอยู่ใกล้ๆอุทยานตรงทางเข้า จะต้องดูคำเตือนก่อนว่า รถจักรยานส่วนใหญ่สามารถเข้าไปได้วันไหนในการเยี่ยมสถานพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จะต้องเช็คแต่ละวันให้ดีๆ เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมมากเกินไป เพียงแค่ 30-40 ในแต่ละวันจนถึงรอบ 19.00 หากเราพกกล้องถ่ายรูปและกระเป๋ามาด้วย ก็ต้องสอบถามเจ้าของร้านค้าที่คอยดูแลค่าของของเราให้มีความปลอดภัย การที่ขี่ไปตามถนนที่เป็นเส้นทางขนส่งและเส้นทางที่สัญจรไปมานั้น เราอาจจะไม่สวมหมวกกันน็อคก็ได้ แต่เราจะต้องตั้งสวมหมวกกันแดดและแว่นกันแดดเอาไว้อยู่เสมอ

เมื่อเรามีความชำนาญในการขี่จักรยานและเริ่มรู้สึกประหม่าที่ได้เข้ามาในพื้นที่ทางเข้าของอุทยาน เราจะต้องหาตั๋วเข้าชมก่อน แต่โชคไม่ดีเราไม่สามารถใช้ตั๋วใบเดียวในการรับชมอุทยานได้ทั้งบริเวณ (100 บาทสำหรับรถป็อป และ 10 บาท สำหรับรถจักรยาน) จะมีที่จำหน่ายตั๋วทางเข้าให้เรา ดังนั้นเราจะต้องจำไว้เมื่อเรามาถึงแล้ว

หากเราใช้เวลาเยี่ยมชมสั้นๆ หรือเยี่ยมชมสถานศิลปะต่างๆในประเทศไทย (หากมีโอกาส) ก็ต้องไปชมกำแพงเมืองต่างๆ ที่มีสิ่งที่น่าสนใจก็คือวัดในสมัยกรุงสุโขทัยที่มีชื่อว่า วัดมหาธาตุ ก็มีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสี่ยงในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นจำนวนมาก เป็นพระพุทธรูปที่เป็นท่านั่ง

มีสถานที่ต่างๆให้เราได้ถ่ายรูปอีกมาก แต่จำไว้ว่าวัตถุเหล่านี้เป็นที่เคารพสักการะของศาสนาพุทธ ดังนั้นจะต้องเข้าใจและให้ความเคารพต่อพระพุทธรูปที่มีอยู่ทุกๆที่ในวัด สถานที่อื่นๆในวัดมหาธาตุก็คือ เจดีย์ขนาดใหญ่ แต่ยังมีเจดีย์อื่นๆอีกมากกว่า 200 แห่งที่ทำขึ้นอย่างสวยสดงดงามมาก

มีวัดที่ตั้งอยู่บริเวณก็เคียงกัน ซึ่งเป็นวัดขนาดเล็กแต่ก็เป็นวัดที่น่าสนใจก็คือ วัดศรีสวัสดิ์  ซึ่งดูเหมือนเป็นวัดที่คล้ายๆกับที่เคยไปเยี่ยมชมในประเทศอินเดีย สำหรับวัดแห่งนี้จะมีสถูปตั้งอยู่ 3 แห่งตามหลักสถาปัตยกรรมทางศาสนาฮินดู จริงๆแล้วกคิดว่าเป็นแท่นสำหรับศาสนาฮินดูหรือให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมที่ตั้งของพระวิษณุ ซึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างวัดวาอารามที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่นรูปพญานาค

ตอนเหนือของวัดมหาธาตุจะมีอยู่จุดหนึ่งที่เรียกว่า วัดสระศรี ให้เราขี่จักรยานออกจากจุดขาเข้าและก็มุ่งหน้าไปที่สะพาน  แล้วสังเกตดูว่ามันจะมีจุดเด่นก็คือระฆังแบบศรีลังกา ที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของชาวพุทธในประเทศศรีลังกาในเมืองสุโขทัย วัดสระศรีนี้เป็นสถานที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีการจัดเวทีโชว์การแสดงงานแสง สีเสียง (เมืองสุโขทัยปีนี้จะมีการจัดเวทีการแสดงเล็กๆและแสง สี เสียงในช่วงเดือนกุมพาพันธ์กับเดือนพฤศจิกายน) และคุ้มค่าต่อการเดินทางครั้งนี้ เราสามารถดูโชว์การแสดงและดูประวัติความเป็นมาของเมืองนี้ด้วย

วัดสระศรีมีพระพุทธรูปตั้งโชว์เพื่อเผยให้เห็นถึงงานปั้น

สถูปหัวข้าวโพดในวัดศรีสวัสดิ์ที่เชื่อมโยงกับวัดในศาสนาฮินดูสมัยกรุงสุโขทัย

เบื้องหลังของวัดสระศรีนั้นเป็นสถานที่ที่มีรูปปั้นของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นรูปปั้นที่กำลังอบรมและมีหน้าตาลักษณะเดียวกับพระพุทธรูป แม้ว่าจะเหมือนกับรูปปั้นทั่วๆไป แต่ก็เป็นรูปปั้นที่คุ้มค่าต่อการเยี่ยมชม อย่างไรก็ตาม หากปราศจากอิทธิพลของพระมหากษัตริย์องค์นี้ ชื่อของเมืองสุโขทัยก็จะเป็นเมืองที่ถูกลืม เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ธรรมดาเท่านั้น

หากเรามีเวลามากพอ เราก็จะพบสิ่งที่น่าสนใจในการรับชมเมืองสุโขทัยอีกมากตามกำแพงเมืองต่างๆ เด็กๆจะต้องหลงรักวัดจำลองที่มีช้างจำนวนมากตั้งโชว์อยู่ที่ประตูตะวันออก แต่ยังมีวัตถุโบราณมากมายที่อยู่ฝั่งตะวันตก ให้เราเดินไปที่ถนนตาก เลี้ยวขาวในเขตโซนตะวันตก และเราก็จะพบกับวัดป่าหลายแห่ง จะเห็นวังและเจดีย์หลายแห่งที่เหมือนกับเมืองใต้น้ำที่ปมคลุมเขียวขจี เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าชมต่างหาก แต่ก็เป็นเรื่องคุ้มค่าต่อการเข้าไปเยี่ยมชม
จะต้องไต่ขึ้นไปยังวัดสะพานหินในโซนตะวันตกของอุทยาน

ที่นี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลักๆก็คือ วัดสะพานหิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงถึง 200 เมตร เราไม่สามารถขับจักรยานขึ้นไปได้เนื่องจากมีหินขุรขระตามทางและจะต้องเดินทางเหนื่อยพอสมควรกว่าจะมาถึงบนยอดนี้ แต่การเข้ามาเยี่ยมชมที่นี้ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามาก มีพระพุทธรูปยืนยาวมากถึง 12 เมตร แล้วก็เป็นสถานที่ที่สันนิษฐานเอาไว้ว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ขี่ช้างเผือกเข้ามาในวัดแห่งนี้ตอนพระจันทร์เต็มดวงเพื่อมาเคารพสักการะที่นี้ ผู้เขียนคิดว่าจะต้องเป็นช้างที่มีขาแข็งแกร่งมากๆแน่ๆ การไต่ขึ้นมาจะต้องใช้แรงกายของเรา เตรียมขวดน้ำในยามฉุกเฉิน โชคดีที่ขากลับมีเส้นทางกลับเข้าไปในเมืองได้สะดวก

นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น ยังมีวัดวาอารามต่างๆมากมายและซากปรักหักพังหลายแห่งในประวัติศาสตร์ของอุทยานแห่งนี้ที่เราจะต้องรับชมในแต่ละวัน และจะให้เขียนบทความนี้จริงๆก็ยาวกว่าที่ได้บรรยายเอาไว้ซะอีก แต่เรื่องค่าเช่ารถจักรยานนั้น จะมีป้ายบอกและเราก็เริ่มต้นตรงจุดนี้ ส่วนใหญ่เราก็จะหลงเสน่ห์ไปกับการเที่ยวชมที่นี้ทั้งวันและก็ปั่นจักรยานสำรวจรอบๆแบบสบายๆ และเมื่อเรารู้สึกว่ามันใกล้จะค่ำแล้ว ก็เอาจักรยานไปคืนและก็ออกจากที่นี้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยตั้งอยู่ประมาณ 439.7 กิโลเมตรจากตอนเหนือของจังหวัดกรุงเทพ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงสำหรับขับรถยนต์ หรือใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาทีสำหรับนั่งเครื่องบิน

ประวัติความเป็นมาศิลปะการต่อสู้ของประเทศสยามนำมาซึ่งโชว์สังเวียนอันยิ่งใหญ่

มวยไทยถือเป็นศิลปะป้องกันตัวที่น่าตื่นเต้นที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ก็เหมือนกับศิลปะป้องกันตัวส่วนใหญ่ บ่อยครั้งผมรู้สึกว่าจะดีกว่ามากหากดูทีวีจอใหญ่หรือตามโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเวทีมวย ได้สัมผัสใกล้ชิด

การที่จะเข้าใจการชกมวยในประเทศหรือมวยไทยนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเข้ามาสัมผัสดินแดนแห่งนี้ก่อน มวยไทยเป็นศิลปะการป้องกันที่ใช้ความคล่องแคล่วและเป็นการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่ไม่ว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่เคยชมเวทีมวยหรือดูมวยต่างประเทศ ก็ไม่ได้ทำให้เราเข้าถึงประสบการณ์ของศิลปะนี้ได้จริงๆ บ่อยครั้งเราก็จะพลาดชมการต่อสู้ดีๆเนื่องจากนั่งไกลเกินไป มวยไทยเป็นกีฬาที่ทั้งร้อนแรงและเร้าใจ ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกถึงความเป็นนักมวยจริงๆ เว้นเสียแต่ว่าเราอยู่ที่ ๆ ไกลเกินไป ก็ทำให้เรามองหาการต่อสู้แบบนี้ได้ยาก แต่ก็มีสถานที่ที่ทำให้เราสนุกกับกีฬาได้ที่ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ ที่ จังหวัดกรุงเทพ

มวยไทย

มวยไทย

มวยไทยถือเป็นศิลปะป้องกันตัวที่น่าตื่นเต้นที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ก็เหมือนกับศิลปะป้องกันตัวส่วนใหญ่ บ่อยครั้งผมรู้สึกว่าจะดีกว่ามากหากดูทีวีจอใหญ่หรือตามโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเวทีมวย ได้สัมผัสใกล้ชิด ได้เห็นภาพสโลโมชั่น มีเพลงประกอบมันส์ ๆ และมีการบรรยายได้อย่างมีอรรถรส และก็ช่วยให้เราเข้าใจถึงทักษะการต่อสู้ของนักมวยแต่ละคนได้

เนื่องจากแม่ไม้มวยไทยจะมีการใช้ความเร็วและการเคลื่อนไหวทางร่างกายของนักมวยที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแค่ออกหมัดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเคลื่อนไหวส่วนหัว แขน ศอก เข่า ขาและเท้า ที่เป็นความเร็วที่ไม่มีใครคาดถึง มีการกระโดดสูงและก็เตะลงมา มีทักษะหลาย ๆ อย่างที่จะต้องทำการฝึกฝนหนักในแต่ละปีโดยผู้เชี่ยวชา เมื่อได้ก้าวเข้ามาสู่สังเวียนแล้ว ก็จะเต็มไปด้วยแสง สี เสียงต่าง ๆ ซึ่งศิลปะนี้ก็ได้กลายเป็นที่ได้รับความนิยมโดยการสร้างภาพยนตร์ และทำให้โทนี่ จา กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ข้ามชาติเมื่อเขาได้โชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยในหนังเรื่ององค์บาก ต้มยำกุ้ง หรือ มวยไทยวอริเออร์ส

วัฒนธรรมการชกมวยใน ประเทศไทย ก็มีจุดเด่นอยู่ที่ผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง คุณเอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศภาพยนตร์อย่างบิลตี้ฟูล บ็อกเซอร์

มวยไทย

มวยไทย

มวยไทยสมัยใหม่จะพบเห็นได้จากการแสดงใน เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ จังหวัดกรุงเทพ ที่มีการต้อนรับผู้คนเป็นอย่างดี มีการแสดง The Muay Thai Live –The Legend Lives ที่แสดงความรู้ให้กับผู้ชมในแต่ละวันเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆในศิลปะแม่ไม้มวยไทยและแสดงทักษะการต่อสู้ต่างๆให้ผู้ชมได้ดูอย่างใกล้ชิด และทำให้ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ กลายเป็นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่พวกเขาสามารถได้สัมผัสประสบการณ์แม่ไม้มวยไทยนี้ให้กับผู้คนทั่วโลกได้

The Muay Thai Live –The Legend Lives ที่ตั้งอยู่ใน เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ มีสิ่งที่น่าดึงดูดใจ ไม่เพียงแค่เรื่องศิลปะป้องกันตัวเท่านั้น แต่ผู้คนสามารถกินดื่ม เที่ยวจับจ่ายใช้สอยและสนุกไปกับการเยี่ยมชมวัฒนธรรมไทยโดยชมแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้อำนวยการสร้างรู้ดีว่าผู้คนจะต้องเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากพวกเขาจึงระดมสมองใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้นักแสดง ใช้นักออกแบบและแน่นอนนำนักมวยที่มีความสามารถและดึงเข้ามาร่วมงาน ภายใต้วิสัยทัศน์อย่างผู้กำกับภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมอย่างคุณเอกชัย เอื้อครองธรรม

ผมติดตามผลงานของคุณเอกชายมาเป็นเวลานานและผมก็ไม่ได้เป็นผู้ติดตามเพียงคนเดียวเท่านั้น หนังของเขาอย่างบิวตี้ฟูล บ็อกเซอร์ ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกและทำให้เลือกที่จะจัดตั้งสถานบันการแสดงโชว์แม่ไม้มวยไทย และใน Muay Thai Live – the Legend Lives ก็ทำให้เขาได้ดึงเทคนิคการแสดงต่างๆออกมา เขาได้นำเสนอให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดศิลปะการต่อสู้ผ่านทางช่องสื่อสารและก็ผ่านทางโรงภาพยนตร์ที่มีการแสดงที่ออกมาสมจริงและก็เห็นถึงความกล้าหาญชาญชัยของวีรบุรุษทางด้านมวยไทย

โชว์ที่น่าตื่นเต้นจะมีอยู่ 5 ระดับด้วยกัน 3 เรื่องแรกจะเป็นการแสดงนักรบมวยไทยในอดีตกาลของประเทศสยาม แล้วโชว์นี้ก็ได้กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเสือ ที่มีตำนานเล่าขานกันในช่วงยุคทองของมวยไทย พวกเราจะเห็นวีรบุรุษลึกลับที่ได้เอาชนะสังเวียนแชมป์หลายแชมป์ก่อนที่จะกลายมาเป็นนักโทษที่จะต้องต่อสู้ในกรงไม้แปดเหลี่ยม ตอนที่ผมได้ชมการแสดงนี้ ผมก็ได้ยินผู้คนพูดถึงทักษะของนายขนมต้ม ซึ่งเป็นนักโทษที่เขาได้เผชิญกับนักสู้ 10 คนด้วยกัน ในช่วงที่ 3 ได้กล่าวถึงเรื่องราวดาบหักของพระยาพิชัย ซึ่งเป็นนักรบในตำนานที่เผชิญหน้ากับข้าศึกด้วยมือเปล่า มีการแสดงการต่อสู้ฟันดาบที่น่าทึ่งและสมจริงมาก

มวยไทย

มวยไทย

แต่มวยไทยก็ไม่ได้มีแค่โชว์การต่อสู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีศิลปะอื่นๆอีกในช่วงที่ 4 ภายใต้ชื่อว่า Muay Thai Forever เป็นไฮไลท์สำคัญในตอนเย็น พวกเราจะเห็นว่านักมวยทุกๆคนได้เริ่มแสดงร่วมกันในประเพณีวัฒนธรรมทางด้านการเต้น ที่มีชื่อว่าไหว้ครู ซึ่งเป็นศิลปะที่เผยให้เห็นว่า นักมวยทุกๆคนจะต้องให้ความเคารพกับอาจารย์กับผู้ฝึกสอน โชว์พิเศษแบบนี้แสดงให้เห็นว่า มวยไทยมีความแตกต่างไปจากศิลปะป้องกันตัวชนิดอื่นๆ ศิลปะที่น่าทึ่งของนักสู้ล้วนมีดนตรีประกอบควบคู่กับโชว์นี้โดยเฉพาะ และเป็นเพลงบรรเลงประเพณีวัฒนธรรมของประเทศสยามในอดีต ควบคู่ไปกับการแสดงบนเวทีและก็ยกระดับเพลงให้สูงขึ้นในช่วงโชว์สุดท้าย

โชว์ที่ 5 เป็นการแสดงถึงอารมณ์ของนักสู้ที่จะนำพาผู้ชมได้ย้อนอดีตเรื่องเล่านิยายเกี่ยวกับมวยไทย โดยเป็นเรื่องเล่าที่นักมวยได้ต่อสู้ช่วยเหลือเพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก ที่ให้ความบันเทิงกับผู้ชมได้เป็นอย่างดี เนื้อเรื่องจะเหมือนกับหนังแอ็คชั่นผสมกับตลกแบบไทยๆ นักแสดงก็เล่นได้อย่างน่าประทับใจและมีเนื้อเรื่องที่ชวนให้ผู้ชมหัวเราะผสมกับบทรักโรแมนติคไปด้วย แน่นอนว่าผมเองก็รู้สึกสนุกและก็สร้างความผ่อนคลายให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นแม่ไม้มวยไทยอย่างเดียว และแน่นอน แม้ว่าจะเห็นทักษะของนักมวยหลายคนที่เป็นเรื่องรองลงมา ซึ่งหนังนี้ไม่ได้เน้นในเรื่องการต่อสู้ คุณเอกชัย เอื้อครองธรรมได้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำภาพยนตร์ควบคู่ไปกับศิลปะป้องกันตัวทั้งแสง สี เสียง ที่ทำให้ฉากต่างๆล้วนมีความตื่นเต้นและน่าถึง แม้ว่าจะเป็นนักมวยสมัครเล่นก็ตาม

โชว์นี้มีการออกแบบอย่างน่าประทับใจผู้คนที่เป็นแฟนมวยและคนที่ไม่เคยชอบอะไรแบบนี้มาก่อน ทั้งนักสู้และเทคนิคต่างๆที่ทำให้เราหยุดหายใจไปเลยทีเดียว ทั้งการเตะ การออกหมัด การชกหนักๆและการทุ่มคู่ต่อสู้ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ได้แสดงออกมาให้เห็นและออกแบบมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งก็จะเห็นการแสดงที่พวกเขาเล่นโชว์กลางอากาศและน่าทึ่ง จริงๆแล้วพวกเขาก็ไม่ได้แสดงเพื่อความบันเทิง พวกเขาล้วนใช้ความกล้าหาญแสดงออกมาส่วนหนึ่งให้ผู้ชมได้ดูกัน

ผู้หญิงแน่นอนสามารถดูโชว์การต่อสู้ได้ เมื่อผมไปที่งานโชว์ ก็มีนักแสดงหนุ่มหลายคนได้โชว์เบ่งกล้ามเป็นหมัดๆและประชันพละกำลังกัน และสร้างความประทับใจผู้หญิงที่ได้เข้ามาชม

Muay Thai Live – the Legend Lives  ทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นที่ได้ให้การแสดงโชว์มวยไทยระดับโลก เป็นโชว์ที่เราเองก็นึกไม่ถึงและเนื่องจากว่าอยู่ในจังหวัดกรุงเทพ ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์แรงดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยว ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ประทับใจกับการรับชมที่นี้และผมก็ปรับมือให้กับการแสดงที่ผสมผสานได้เข้ากันลงตัวได้ดีกับนานาชาติที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสนุกไปด้วย จะเห็นได้แน่ชัดแล้วว่าศิลปะแม่ไม้มวยไทยได้กลายเป็นศิลปะที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้

Muay Thai Live – the Legend Lives  จะเป็นทุกๆตอนเย็นในเวลา 20.00 ที่เวทีเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ มีการจัดเตรียมที่นั่งรับชมเหมือนกับเวทีมวยจำนวน 600 ที่นั่ง ราคาตั๋วจะอยู่ที่ประมาณ 1200 บาท สำหรับที่นั่งมาตรฐานและที่นั่งพิเศษจะอยู่ที่ราคา 1500 บาท เราสามารถจองซื้อตั๋วได้ผ่านทาง www.thaiticketmajor.com/muaythailive หรือโทรศัพท์ได้ที่ +66 (0) 2108 5999 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซด์ www.muaythailive.net

การเข้ามาที่นี้

เราสามารถเข้ามาที่เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ได้เพียงแค่ 15 นาทีโดยใช้เรือสาธารณะตรงท่าเรือสาธร จะให้ง่ายขึ้นก็ต้องนั่งรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีสะพานตากสิน หรือจะมาง่ายๆโดยการนั่งรถเมล์หรือรถแท็กซี่ผ่านทางเฉลิมกรุงก็ได้

ดูเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.tatnews.org/martial-skills-from-the-mists-of-siamese-history-brought-to-life-in-a-knockout-show